iZ | Fresh Market

Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Thetaiso

Pages: [1] 2 3 ... 40
1
ยอดส่งออกรถยนต์เกาหลีใต้ปี 64 พุ่ง 23% แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี

กรมศุลกากรเกาหลีใต้เปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดส่งออกรถยนต์ของเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีในปี 2564 โดยได้แรงหนุนจากฐานเปรียบเทียบที่อยู่ในระดับต่ำ และอุปสงค์อันแข็งแกร่งในกลุ่มรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การส่งออกรถยนต์ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 23% แตะ 4.26 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2564 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยถือเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดส่งออกรถยนต์แตะ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า ยอดส่งออกรถยนต์แข็งแกร่ง แม้ว่าบริษัทยานยนต์เกาหลีใต้ประสบปัญหาขาดแคลนชิปรถยนต์ก็ตาม

การส่งออกรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ายังคงแข็งแกร่ง และอุปสงค์ในสหรัฐและยุโรปฟื้นตัวขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ในปีที่แล้ว การส่งออกรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพุ่งขึ้น 63.1% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์

เมื่อตรวจสอบข้อมูลโดยแบ่งตามประเทศแล้วจะพบว่า การส่งออกรถยนต์สู่สหรัฐเพิ่มขึ้น 8.8% แตะ 1.71 หมื่นล้านดอลลาร์ และยอดส่งออกสู่แคนาดาเพิ่มขึ้น 9.2% แตะ 3.03 พันล้านดอลลาร์ ยอดส่งออกยานพาหนะพุ่งขึ้น 71.2% แตะ 2.53 พันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบรายปี

สำหรับเศรษฐกิจเกาหลีใต้นั้นขยายตัว 4% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 11 ปีจากแรงหนุนของการส่งออกชิปและยานยนต์อันแข็งแกร่ง

2
‘กรมเจรจาฯ’ แจ้งผู้ส่งออกรับมือมาตรการยกเลิกบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกของคู่ค้า

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แจ้งเตือนผู้ส่งออกเตรียมรับมือกับมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า เผยปีนี้หลายประเทศจะยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก อาทิ ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ แนะผู้ประกอบการปรับตัวและพัฒนาบรรจุภัณฑ์นำกลับมาใช้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับนโยบาย BCG ของไทย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันคู่ค้าของไทยหลายประเทศจะเริ่มบังคับใช้มาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยในปีนี้ประเทศที่จะบังคับใช้มาตราการดังกล่าว อาทิ ฝรั่งเศส เริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมการจำหน่ายผักและผลไม้ในบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้ร้านค้าปลีกห้ามนำบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกหรือมีส่วนประกอบของพลาสติกมาใช้ห่อสินค้าผักสดและผลไม้สดที่ยังไม่ได้แปรรูป และจะทยอยบังคับใช้กับสินค้าผักสดและผลไม้สดแต่ละชนิดไปจนถึงปี 2569 เพื่อสอดรับกับนโยบายยุโรปสีเขียว (European Green Deal)

สำหรับเกาหลีใต้ จะปรับปรุงระเบียบการห้ามใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2565 ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง อาทิ แก้ว จาน และช้อนส้อม ภายในร้านอาหารและคาเฟ่ และตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. 2565 ห้ามใช้ทั้งถ้วยกระดาษแบบใช้แล้วทิ้ง หลอดพลาสติก และที่คนเครื่องดื่มพลาสติก รวมทั้งห้ามใช้ถุงพลาสติกในร้านค้าปลีก อาทิ ร้านสะดวกซื้อ และร้านเบเกอรี่ ทั้งนี้ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกาหลีใต้ได้ผ่อนผันมาตรการฯ ชั่วคราว โดยอนุญาตให้ร้านอาหารและคาเฟ่ใช้ภาชนะแบบใช้แล้วทิ้งได้ แต่ในปีนี้จะบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจัง ตามนโยบาย ?Green New Deal? ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากพลาสติกให้ได้ 30% ภายในปี 2573 และใช้พลาสติกชีวภาพแทนการใช้พลาสติกที่ทำจากปิโตรเลียมภายในปี 2593

นอกจากนี้ ปัจจุบันสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์ ออกมาตรการยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก จีน ออกมาตรการห้ามร้านค้าใช้ถุงพลาสติกที่ไม่ย่อยสลาย และออสเตรเลีย ออกระเบียบห้ามใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดของหลายประเทศและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น



กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์

25 มกราคม 2565

ที่มา: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

3
ต่างชาติเล็งย้ายฐานหนีจากฮ่องกง หากคงนโยบายคุมโควิดถึงปี 67

หอการค้ายุโรปในฮ่องกงออกรายงานฉบับร่างว่า ฮ่องกงอาจเปิดพรมแดนอีกครั้งในช่วงต้นปี 2567 อันเนื่องมาจากนโยบายควบคุมโควิด-19 ที่เข้มงวด ซึ่งอาจทำให้บริษัทและพนักงานต่างชาติย้ายออกจากฮ่องกง และจะส่งผลกระทบต่อบทบาทของฮ่องกงในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย

รายงานระบุว่า เนื่องจากวัคซีนที่พัฒนาในท้องถิ่นมีประสิทธิภาพที่จำกัด ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ยังคงดำเนินมาตรการควบคุมการเดินทางที่เข้มงวดไว้ต่อไป

หอการค้ายุโรปเปิดเผยว่า สถานการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับฮ่องกงก็คือ การไม่เปิดพรมแดนไปจนกว่าจีนจะฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของตนเองให้กับประชาชนจีน 1.4 พันล้านคน ซึ่งอาจใช้เวลาจนถึงปลายปี 2566 หรือต้นปี 2567 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็มีความเสี่ยงที่บริษัทต่าง ๆ จะย้ายออกจากฮ่องกง

"เราคาดว่าจะเกิดโยกย้ายของชาวต่างชาติ ซึ่งอาจจะเป็นครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกง และเป็นหนึ่งในครั้งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคในประวัติศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้" หอการค้ายุโรประบุ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แม้ว่าฮ่องกงประสบความสำเร็จในการควบคุมโรคโควิด-19 ได้เป็นส่วนใหญ่ในปี 2564 แต่ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกโดดเดี่ยวมากที่สุดในโลก เพราะการจำกัดการเดินทางและการล็อกดาวน์เป็นระยะ ๆ ซึ่งเร่งให้เกิดภาวะสมองไหลออกจากฮ่องกง

ทั้งนี้ ฮ่องกงพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่พุ่งขึ้นอย่างมากในเดือนม.ค. ซึ่งทางการฮ่องกงเผชิญความยากลำบากในการควบคุม

4
ก.เกษตรฯ ตั้งเป้าปี 65 ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ 94 โครงการ/เห็นชอบแผนปฏิบัติการปี 66-70

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการสาระสำคัญของร่างแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566 - 2570 ประกอบด้วย ประเด็นการพัฒนา ได้แก่ 1) ส่งเสริมการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ 2) พัฒนาศักยภาพการผลิต และการบริหารจัดการตลอดโซ่อุปทานเกษตรอินทรีย์ 3) ยกระดับมาตรฐานและระบบการตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์ และ 4) พัฒนาการตลาด และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566 - 2570 โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานคณะทำงาน หน่วยงานผู้แทนระดับกระทรวง ผู้แทนระดับกรม ร่วมเป็นคณะทำงาน โดยมีผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ (กรมการค้าภายใน) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร) และสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566-2570 รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ในปี 2565 กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณ 851.10 ล้านบาท ดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ รวม 94 โครงการ ประกอบด้วย แผนการส่งเสริม วิจัย พัฒนานวัตกรรม ฐานข้อมูล และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ รวม 48 โครงการ งบประมาณ 176.83 ล้านบาท พัฒนาการผลิตและการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ รวม 21 โครงการ งบประมาณ 552.00 ล้านบาท และพัฒนาการตลาด การบริการ และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวม 25 โครงการ งบประมาณ 122.27 ล้านบาท

โฆษกกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2560 - 2564) พบว่ามีโครงการเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสิ้น 342 โครงการ เพื่อมุ่งสู่การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ และมีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย รวมถึงมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี ด้วยวิสัยทัศน์ "ประเทศไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายในปี 2565"

ทั้งนี้ ในปี 2564 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (ภาครัฐและภาคเอกชน) อยู่ที่ 1.51 ล้านไร่ มีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จำนวน 95,752 ราย เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ด้านมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ปี 2560 - 2563 ยังคงมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ทุเรียน มังคุด มะพร้าวอ่อน น้ำกะทิ และใบชาเขียว โดยปริมาณการส่งออกมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 31.58% ต่อปี และมูลค่าการส่งออกมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 44.46% ต่อปี ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง อิตาลี และเวียดนาม

สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในปี 2564 (มกราคม - พฤศจิกายน 2564) มีมูลค่า 1,238.97 ล้านบาท สินค้าเกษตรอินทรีย์ส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 878.64 ล้านบาท ผลไม้อินทรีย์สดและแช่แข็ง และสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่น ๆ (ทุเรียนสดและแช่แข็ง มังคุดสดและแช่แข็ง มะพร้าวอ่อน น้ำกะทิ และใบชาเขียว) มีมูลค่าอยู่ที่ 360.33 ล้านบาท และตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิตาลี จีน และสวิสเซอร์แลนด์

5
คำต่อคำ: แถลงการณ์ประชุมธนาคารกลางสหรัฐเดือนม.ค. 2565

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งเสร็จสิ้นลงในวันพุธที่ 26 ม.ค.ตามเวลาสหรัฐ โดยระบุว่า สัญญาณบ่งชี้ถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานยังคงมีความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้เริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่การระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคส่วนเหล่านี้ ตัวเลขการจ้างงานปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และอัตราว่างงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาวะไร้สมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ซึ่งเป็นผลมาจากโรคระบาด รวมทั้งการเปิดเศรษฐกิจนั้น ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมยังคงผ่อนคลาย ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนถึงมาตรการด้านนโยบายต่าง ๆ ที่สนับสนุนเศรษฐกิจ และการจัดสรรสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจของสหรัฐ สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในวันข้างหน้านั้น ยังคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยคณะกรรมการคาดว่าความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนและภาวะติดขัดด้านอุปทานที่เริ่มบรรเทาลงนั้น จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน อีกทั้งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังคงเผชิญกับความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่

คณะกรรมการ FOMC พยายามหาแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว คณะกรรมการได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% และจากการที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% และตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง ทางคณะกรรมการจึงคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะปรับขึ้นกรอบเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Federal Funs Rate) ขณะเดียวกันคณะกรรมการได้ตัดสินใจที่จะยังคงปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ซึ่งจะส่งผลให้โครงการดังกล่าวยุติลงในเดือนมี.ค.

นับตั้งแต่เดือนก.พ.นี้ คณะกรรมการจะเพิ่มการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอีกอย่างน้อย 2 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) อย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน คณะกรรมการคาดว่าการซื้อและการถือครองสินทรัพย์เหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดต่าง ๆ ดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น และช่วยสนับสนุนภาวะด้านการเงินให้เป็นไปในลักษณะที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้จะช่วยให้สินเชื่อไหลเวียนไปสู่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

ส่วนในการประเมินแนวทางที่เหมาะสมของนโยบายการเงินนั้น คณะกรรมการจะยังคงจับตาข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะได้รับในวันข้างหน้า ขณะเดียวกันคณะกรรมการจะเตรียมความพร้อมเพื่อปรับแนวทางนโยบายการเงินตามความเหมาะสม หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เฟดไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ของคณะกรรมการ โดยคณะกรรมการจะประเมินข้อมูลในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงข้อมูลด้านสาธารณสุข ภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เงินเฟ้อ รวมถึงการพิจารณาสถานการณ์ทางการเงิน และสถานการณ์ในต่างประเทศ

สำหรับกรรมการเฟดผู้ที่ออกเสียงสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินของ FOMC ในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ เจอโรม เอช พาวเวล ประธานเฟด, จอห์น ซี วิลเลียมส์ รองประธานเฟด, มิเชล ดับเบิลยู โบวแมน, ลาเอล เบรนาร์ด, เจมส์ บุลลาร์ด, เอสเธอร์ แอล จอร์จ, แพทริค ฮาร์เกอร์, ลอเร็ตตา เจ เมสเตอร์ และคริสโตเฟอร์ เจ วอลเลอร์

6

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผันผวนในเช้าวันนี้ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเวลาที่รวดเร็วขึ้น เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครนอย่างใกล้ชิด

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 26,991.52 จุด ลดลง 19.81 จุด หรือ -0.07%, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 23,952.01 จุด ลดลง 337.89 จุด หรือ -1.39% และดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,456.10 จุด เพิ่มขึ้น 0.43 จุด หรือ +0.01%

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมเมื่อวานนี้ พร้อมระบุว่าเฟดจะยังคงปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จำนวน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.พ. ซึ่งจะส่งผลให้การทำ QE ของเฟดสิ้นสุดลงในเดือนมี.ค. พร้อมกับการเริ่มต้นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าวเช่นกัน

ทางด้านนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดกล่าวภายหลังการประชุมว่า "ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน และเฟดไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% เมื่อพิจารณาจากการพุ่งขึ้นของตัวเลขเงินเฟ้อในขณะนี้"

นักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ยูเครนอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดทำเนียบเครมลินออกแถลงการณ์เตือนว่า รัสเซียจะตอบโต้อย่างรวดเร็ว หากสหรัฐและพันธมิตรปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัสเซีย นอกจากนี้ รัสเซียจะไม่ตัดทางเลือกในการเพิ่มกำลังทหารและยุทโธปกรณ์เข้าไปในคิวบาและเวเนซุเอลา หากข้อเรียกร้องของรัสเซียไม่ได้รับการตอบสนอง

ทั้งนี้ รัสเซียได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อสหรัฐและชาติตะวันตกเพื่อให้มีการรับประกันว่า องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) จะไม่รับยูเครนและประเทศซึ่งเคยอยู่ในอดีตสหภาพโซเวียตเข้าเป็นสมาชิก อีกทั้งเรียกร้องให้สหรัฐและพันธมิตรถอนกำลังทหารออกจากกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าติดตามวันนี้ ได้แก่ ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเกาหลีใต้เดือนม.ค. และกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีนเดือนธ.ค.

7
โบรกฯมอง อาคเนย์ฯกระทบภาพรวมประกันจำกัด-เจ้าใหญ่ยังแกร่งรับปย.ดอกเบี้ยขาขึ้น

นักวิเคราะห์บล.กรุงศรี กล่าวว่า จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบริษัทประกันในกลุ่มของประกันวินาศภัย มองว่าเกิดผลกระทบในวงจำกัด เพราะส่วนใหญ่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบริษัทประกันที่มีการเสนอขายประกันโควิด-19 เจอ จ่าย จบ เป็นจำนวนมาก และเป็นกลุ่มบริษัทประกันที่มีกำไรสะสมน้อย และมี CAR Ratio ที่อยู่ในระดับไม่สูงมาก ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานในเรื่องของสภาพคล่อง ส่งผลให้บริษัทประกันนั้นไม่สามารถชำระเงินเคลมประกันให้กับลูกค้าที่ซื้อกรรมธรรม์ได้ หรือนำไปสู่การเลิกกิจการอย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับอาคเนย์ประกันภัย

ในกรณีของประกันโควิด-19 เจอ จ่าย จบ ที่มีปัญหาเกิดขึ้นนั้นมีไม่มากเพียง 4 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทประกันรายเล็กและรายกลาง ทั้งที่อยู่ในและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเทียบกับบริษัทประกันที่เสนอขายประกันโควิด-19 เจอ จ่าย จบ ทั้งหมด 15-16 ราย ทำให้มองว่าผลกระทบในกลุ่มบริษัทประกันยังอยู่ในวงจำกัด แต่อาจจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ซื้อประกันมากกว่า

อย่างไรก็ตาม จากกรณีล่าสุดที่ บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ (TGH) ได้ตัดสินใจเลิกกิจการอาคเนย์ประกันภัย ส่งผลต่อความเชื่อมั่นกับลูกค้าที่ซื้อประกันค่อนข้างมาก แต่มองที่ตัวบริษัทนั้นการเลิกธุรกิจประกันภัยไปไม่ได้มีผลกระทบต่อธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจอื่นๆในเครือ หรือมีผลกระทบต่อธุรกิจโบรกเกอร์ประกัน ซึ่งยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ และบริษัทประกันรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯก็มีหลายบริษัทประกันรายใหญ่ที่มีความแข็งแรง จากการที่มีกำไรสะสม และ CAR Ratio ที่สูง และหากมีการเสนอขายประกันโควิด-19 เจอ จ่าย จบ ในช่วงที่ผ่านมา ก็มีสัดส่วนที่น้อยราว 10% หรือไม่ถึง 10% พอร์ตรวม

"ประเด็นประกันเจอจ่ายจบคงไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบริษัทประกันเจ้าใหญ่ๆ ที่เราเห็นมีกำไรสะสม และมี CAR Ratio สูงๆ แต่อาจมีผลทางความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะสั้นอยู่บ้าง ซึ่งก็ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจประกัน และบริษัทประกันนั้นถ้าประกันวินาศภัยกระทบ แต่ประกันชีวิต หรือแม้แต่โบรกเกอร์ประกัน ก็ไม่ได้กระทบด้วย ทำให้ผลกระทบค่อนข้างจำกัด และมองภาพต่อไปดอกเบี้ยขาขึ้นก็ยิ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อธุรกิจประกันที่จะได้รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยขาขึ้นด้วย" นักวิเคราะห์ กล่าว

8
CPL ส่งสัญญาณธุรกิจฟอกหนังฟื้น-เพิ่มกำลังการผลิตแตะระดับ 75% ตั้งเป้าปริมาณผลิตหนังสำเร็จรูปทั้งปี 20 ล้านตารางฟุต หวังรายได้โต 20% จากปีก่อน

CPL ส่งสัญญาณปี 2565 อุตสาหกรรมฟอกหนังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลังจากครึ่งแรกของปีนี้ มีออเดอร์จากลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังการผลิตหนังวัวฟอกขยับจาก 45% เป็น 75% และหนังหมูเพิ่มจาก 60% เป็น 80% ขณะที่ธุรกิจผลิตหนังสำเร็จรูปคาดว่าทั้งปีจะมีปริมาณการผลิต 20 ล้านตารางฟุต เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10% พร้อมเตรียมขยายพื้นที่โรงงานรองรับงานคุณภาพที่ต้องการมาตรฐานการผลิตสูง มั่นใจอุตสาหกรรมผ่านจุดต่ำสุดแล้ว รอลุ้นความท้าทายในช่วงครึ่งหลังว่าจะมีแรงส่งต่อเนื่องหรือไม่ พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 20% จากปีก่อน

นายภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL เปิดเผยว่า คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมฟอกหนังในปีนี้จะมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น แต่จะเป็นไปอย่างช้าๆ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าอุตสาหกรรมได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากอยู่ในภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในส่วนของบริษัทฯ นั้น ในช่วงครึ่งปีแรกภาพรวมธุรกิจมีทิศทางที่สดใสขึ้น โดยมีคำสั่งผลิตเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังสำเร็จรูป และธุรกิจรับฟอกหนัง โดยเฉพาะธุรกิจรับฟอกหนังที่ล่าสุดกำลังการผลิตหนังวัวเพิ่มจาก 45% ในปีที่แล้วมาอยู่ที่ 75% และหนังหมูเพิ่มจาก 60% เป็น 80% พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคาดว่าในปีนี้จะมีปริมาณการผลิตหนังสำเร็จรูปประมาณ 20 ล้านตารางฟุต เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่แล้วซึ่งมีปริมาณการผลิต 18 ล้านตารางฟุต

"ปัจจัยหลักที่ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมดีขึ้น มาจากภาพรวมของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ทำให้ลูกค้าเริ่มส่งออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่องและทำให้ครึ่งแรกของปีนี้ เราใช้อัตรากำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า การเตรียมความพร้อมด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร รวมถึงทักษะฝีมือแรงงานในช่วงที่อุตสาหกรรมซบเซา ทำให้เราสามารถรับมือกับคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาได้อย่างทันที ทำให้ไม่เสียโอกาส พร้อมกันนี้ เรายังเตรียมขยายพื้นที่โรงงานเพิ่มเติม เนื่องจากลูกค้าที่เป็นแบรนด์ชั้นนำของโลกต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยจะต้องใช้การผลิตที่มีมาตรฐานสูง ซึ่ง CPL มีความพร้อมที่จะรองรับอยู่แล้ว เราจึงค่อนข้างมั่นใจว่าจะทำให้ผลประกอบการในปี 2565 มีแนวโน้มดีขึ้น โดยเราตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา" นายภูวสิษฏ์กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPL กล่าวด้วยว่า ปัจจัยที่สนับสนุนผลการดำเนินงานในปีนี้ยังมาจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังจากมีการประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีทิศทางแข็งค่าขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะเอื้อต่อการส่งออกของ CPL อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ครึ่งหลังของปีนี้ เป็นช่วงที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากต้องจับตาดูว่าจะมีแรงส่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกต่อไปหรือไม่ รวมถึงปัจจัยพลิกผันจากการระบาดหรือการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ซึ่งฝ่ายบริหารจะติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือให้ทันกับสถานการณ์

สำหรับธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (เซฟตี้ โปรดักส์) ภายใต้แบรนด์ "แพงโกลิน" ในปีนี้มีโอกาสที่จะฟื้นตัวตามภาพรวมเศรษฐกิจ ที่ภาคอุตสาหกรรมและโรงงานกลับมาผลิตได้มากขึ้นอีกครั้ง รวมถึงงานก่อสร้างที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินค้าที่เป็นสินค้าขายดีหรือ Product Hero จะอยู่ในกลุ่มบริการทางการแพทย์ ทั้งหน้ากาก ชุดป้องกัน PPE โดยเชื่อว่า ในปีนี้กำลังซื้อจะกลับมาในกลุ่มสินค้าสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมอีกครั้ง

9
SFLEX กางแผนปีเสือทอง ปักหมุดรายได้แตะ1,800 ลบ. ขยายกำลังผลิตเพิ่ม - ลุยตลาดบรรจุภัณฑ์เกรดพรีเมี่ยม เดินหน้ารวมศูนย์การผลิตที่บางเพรียง ดันมาร์จิ้นพุ่ง มั่นใจผลงานปี 64 ทะลุเป้า 1,560 ลบ. เติบโตต่อเนื่อง

บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ (SFLEX) เปิดแผนปีเสือทองพร้อมคำราม!ปักหมุดรายได้ปี 65 แตะ 1,800 ล้านบาท มุ่งเน้นขยายตลาดบรรจุภัณฑ์เกรดพรีเมี่ยม และงานกลุ่มผลิตภัณฑ์มาร์จิ้นสูง ฟากซีอีโอ "สมโภชน์ วัลยะเสวี" ระบุโรงงานใหม่คาดสร้างเสร็จต้นปีนี้ ดันกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 265 ล้านเมตร/ปี จากเดิม 180 ล้านเมตร/ปี หนุนฐานรายได้ทะยาน ดันอัตรากำไรขั้นต้นพุ่ง เผยภาพรวมผลงานปี 64 โตทะลุเป้า! ไม่น้อยกว่า 1,560 ล้านบาทแน่นอน หลังลูกค้ากลุ่ม Food และ Non Food ออเดอร์ทะลักต่อเนื่อง

ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด ( มหาชน) หรือ SFLEX ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนชั้นนำในประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2565 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตแบบ Organic growth จากธุรกิจหลักอยู่ที่ประมาณ 1,760 - 1,800 ล้านบาท โดยเน้นกลยุทธ์การขยายตลาดไปยังผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณท์ทางการแพทย์ (medical) ให้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับการมุ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ และมีการเติบโตสูงในอนาคต รวมทั้งจากการที่มีการรวมศูนย์การผลิต โดยย้ายโรงงานแพรกษามารวมกันที่บางเพรียงและเพิ่มขนาดกำลังผลิตร่วมด้วย จะส่งผลทำให้บริษัทมีความสามารถในการทำอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น

"บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์เดิมที่มุ่งเน้นการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์เกรดพรีเมี่ยม เน้นงานกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้มาร์จิ้นสูง โดยตั้งเป้าปรับสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์อาหาร (FOOD) เป็น 25% เดิม 21% และบรรจุภัณฑ์ไม่ใช่อาหาร (Non Food) เหลือ 75% จากเดิม 79% เพื่อสร้างความยั่งยืนของอัตรากำไรขั้นต้นให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง สอดคล้องกับแผนการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จะเข้ามารองรับบรรจุภัณฑ์อาหารและอุปกรณ์การแพทย์ คาดว่าโรงงานแห่งใหม่จะเสร็จภายในช่วงต้นปีนี้ โดยจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาเป็น 265 ล้านเมตรต่อปี จากปัจจุบันกำลังผลิตอยู่ที่ 180 ล้านเมตรต่อปี ซึ่งบริษัทมีการลงทุนเครื่องจักรใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งมีแผนการย้ายเครื่องจักร และเครื่องเป่าฟิล์ม (Blown Film) ที่ผลิตอยู่ที่โรงงานแห่งที่ 2 มารวมอยู่ที่โรงงานแห่งใหม่ และหลังจากเดินกำลังผลิตเต็มที่จะส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด และทำให้บริษัทฯ สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างดีอีกด้วย ทั้งนี้ เป้าหมายการเติบโตในปีนี้ยังไม่นับรวมรายได้จากการเติบโตแบบ Non-Organic growth" ดร.สมโภชน์กล่าว

ดร.สมชาย วงศ์รัศมี ประธานเจ้าหน้าที่สายบัญชีและการเงิน SFLEX กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้จากการขาย Flexible Packaging ไม่น้อยกว่า 1,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างสถิติสูงสุดใหม่จากปีก่อน และเป็นไปตามเป้าหมายอย่างแน่นอน เนื่องจากกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าทั้งกลุ่ม Food เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันกลุ่มที่เป็น Non-food ก็มีการขยายตัวที่ดีต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้มีคำสั่งซื้อ และจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับในปี 2564 บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากการขายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) เพิ่มขึ้นจากคำสั่งซื้อที่ต่อเนื่องจากแผนการขยายฐานลูกค้าและขยายฐานรายได้ ส่วนราคาวัตถุดิบที่มีความผันและแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ต้นปี ทำให้บริษัทฯต้องเร่งปรับนโยบายการควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายที่จะจัดหาวัตถุดิบที่มีต้นทุนคงที่ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจะลดต้นทุนส่วนอื่น เพื่อเข้ามาชดเชยให้ราคาสินค้ามีเสถียรภาพมากขึ้น

10
ธนาคารกรุงเทพ ต่อยอดความรู้เพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จัดทำหนังสือ 'ท้องถิ่น อินเตอร์' พร้อมดาวน์โหลด eBook ได้ฟรี หนุนวิสาหกิจชุมชนเติบโตยั่งยืน

ธนาคารกรุงเทพ ต่อยอดความรู้เพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จัดทำหนังสือ 'ท้องถิ่น อินเตอร์' พร้อมดาวน์โหลด eBook ได้ฟรี หนุนวิสาหกิจชุมชนเติบโตยั่งยืน
ธนาคารกรุงเทพมุ่งส่งเสริมความรู้เพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต่อยอดองค์ความรู้ชุมชน จากรายการ "คาราวานสำราญใจ เที่ยวไปในชุมชน" สู่หนังสือ "ท้องถิ่น อินเตอร์" ถอดประสบการณ์-ชูเสน่ห์อัตลักษณ์-เคล็ดลับเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้วิสาหกิจชุมชน พร้อมไอเดียดี สินค้าเด็ด ตัวอย่างความสำเร็จ "แบรนด์ชุมชน" เติบโตอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสผู้สนใจดาวน์โหลด eBook ได้ฟรี ตอกย้ำแนวคิด "เพื่อนคู่คิด" ให้คำแนะนำ บริการทางการเงิน ขยายศักยภาพธุรกิจ

นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารให้ความสำคัญส่งเสริมความรู้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีพื้นฐานทางธุรกิจที่เข้มแข็ง สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับไปสู่การทำตลาดระดับประเทศและภูมิภาคต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ตลอดจนมีความสามารถปรับตัวพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนครอบคลุมทุกกลุ่มทุกมิติอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การส่งเสริมความรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บ และติดอาวุธไอเดียที่เป็นประโยชน์ในการนำไปต่อยอดธุรกิจ การสนับสนุนด้านเงินทุนสินเชื่อ การจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน ตลอดจนแนะนำสู่ตลาดใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น พร้อมทำหน้าที่ผู้ช่วยจัดการธุรกิจต่างๆ ด้วยบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการของธุรกิจ

ล่าสุด ธนาคารได้จัดทำหนังสือ "ท้องถิ่น อินเตอร์" โดยรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ จากเนื้อหาในรายการ "คาราวานสำราญใจ เที่ยวไปในชุมชน" ซึ่งเป็นรายการที่ธนาคารกรุงเทพให้การสนับสนุน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ในชุมชนกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ผ่านหลากหลายมิติ ทั้งการท่องเที่ยว วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ทักษะและภูมิปัญญาที่สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน โดยมีผู้ทำหน้าที่ถอดบทเรียนจากภูมิปัญญา และถ่ายทอดเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่ายๆ ได้แก่ "คุณสุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์" นักเขียนและนักออกแบบผลิตภัณฑ์จากอัตลักษณ์ชุมชน ผู้หลงใหลการสร้างแบรนด์และออกแบบการสื่อสาร

คุณสุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ กล่าวถึงความรู้สึกส่วนหนึ่งไว้ในหนังสือว่า "การได้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางของรายการคาราวานสำราญใจ เที่ยวไปในชุมชน โดยธนาคารกรุงเทพ ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสว่าชุมชนเล็กๆ ทั่วประเทศมีภูมิปัญญาท้องถิ่นและทักษะงานช่างฝีมือมากมายที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งความแตกต่างของภูมิปัญญาท้องถิ่นคือเสน่ห์ที่แต่ละพื้นที่สามารถนำมาสร้างเป็นอัตลักษณ์ ช่วยต่อยอดคุณค่าให้ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อย่างสอดรับกับวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน รวมทั้งการนำกระบวนการคิดเชิงออกแบบมาใช้ในการพัฒนาให้ตอบโจทย์ตลาดเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความร่วมสมัยให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการช่วยสืบสานมรดกด้านช่างฝีมือให้คงอยู่ต่อไปแบบรุ่นสู่รุ่นได้อีกทางหนึ่ง"

"ทุกครั้งในการลงพื้นที่แต่ละชุมชนที่รายการเข้าไปถ่ายทำ ธนาคารฯ โดยทีมผู้ผลิตรายการจะเชิญเพื่อนร่วมเดินทางซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญงานสร้างสรรค์ในหลายสาขา ทั้งนักออกแบบกราฟิกและบรรจุภัณฑ์ นักพัฒนาสินค้าชุมชน เชฟชื่อดังระดับประเทศ รวมทั้งนักออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ มาร่วมทำงานกับชุมชนเพื่อนำองค์ความรู้มาช่วยแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาให้สินค้าหรือบริการของชุมชน และเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องของการท่องเที่ยว ให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและการทำตลาดยุคใหม่ ภายใต้หลักการคือ ต้องเป็นองค์ความรู้ที่เข้าใจได้ง่าย ต่อยอดจากพื้นฐานที่ชุมชนมีอยู่แล้ว ทั้งทรัพยากร วัตถุดิบ ทักษะทางภูมิปัญญา รวมทั้งต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ไม่สูง เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถนำไปปฏิบัติและสร้าง "แบรนด์ชุมชน" ได้จริง ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังกลุ่มเศรษฐกิจระดับฐานราก ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความแข็งแกร่งไปสู่ผู้คนวงกว้างได้อย่างทั่วถึง" นายทวีลาภ กล่าวและว่า

เนื้อหาในหนังสือ "ท้องถิ่น อินเตอร์" จะเน้นการถ่ายทอดความรู้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่เรื่องการสร้างแบรนด์ชุมชน กระบวนการคิดเชิงออกแบบอย่างเป็นขั้นตอน การคัดสรรไอเดียดี สินค้าเด็ดจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตลอดจนผลสำเร็จของชุมชนที่ได้นำแนวคิดและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญไปต่อยอดและพัฒนา จนประสบความสำเร็จทั้งในด้านรายได้และความยั่งยืน เช่น ชุมชนบ้านหนองหล่ม จ.พะเยา ที่นำไอเดียมาปรับกิจกรรมการท่องเที่ยวให้สอดรับความต้องการของนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม จนได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 แชมป์เปี้ยนชุมชนระดับประเทศจาก 462 ชุมชน และสามารถจับคู่ธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยวจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ช่วยขยายตลาดไปสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้สำเร็จ

รวมทั้งชุมชนบ้าน กม.32 อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวไฮไลท์ในพื้นที่คือ ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง และ Darina Pizza หรือพิซซ่าอัยเยอร์เวง สูตรพิซซ่าหน้าปลานิลสายน้ำไหล เทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นซิกเนเจอร์เมนูในพื้นที่ ซึ่งเจ้าของร้านได้นำแนวคิดการพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากทางรายการไปทดแทนบรรจุภัณฑ์แบบเดิม โดยเปลี่ยนมาใช้กระดาษลูกฟูกสำเร็จรูปที่มีความแข็งแรงแต่ราคาประหยัด วางซ้อนกันได้ ไม่เสียรูปทรง และรักษาอุณหภูมิพิซซ่าให้คงความอร่อยเสมือนนั่งทานในร้าน ตอบโจทย์การขนส่งและเทรนด์การสั่งอาหารออนไลน์ (Food Delivery) รวมทั้งออกแบบตราสัญลักษณ์และลวดลายกราฟิกบนกล่องใหม่ ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น มีลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 30% ในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับกาแฟอัยเยอร์เวง อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน ภายหลังจากออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการซื้อ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ สามารถขยายฐานสร้างลูกค้าใหม่ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 20% รวมทั้งสามารถขยายตลาดได้สำเร็จ จากการถูกบรรจุไว้ในเมนูของร้านกาแฟมวลชนทั่วประเทศอีกด้วย

นายทวีลาภ กล่าวอีกว่า หนังสือ "ท้องถิ่น อินเตอร์" จึงเป็นเสมือนการรวบรวมประสบการณ์ และหนึ่งในเครื่องมือช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ไปสู่สาธารณชน ทั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ หรือผู้สนใจต้องการประกอบธุรกิจ เพื่อนำความรู้และแนวคิดจากกรณีศึกษาและผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องและตอบโจทย์แต่ละท้องถิ่น หรือกลุ่มเป้าหมายของแต่ละธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยธนาคารกรุงเทพดำเนินการจัดพิมพ์ครั้งแรก จำนวน 3,000 เล่ม สำหรับนำไปส่งมอบให้แก่ห้องสมุด สถาบันการศึกษา และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดในรูปแบบ eBook ได้ฟรี

11
กลุ่มเดินเรือดีดขึ้นรับค่าระวางเริ่มชะลอการร่วงหลังลงลึก-เก็งงบ Q4/64

กลุ่มเดินเรือเช้านี้ดีดตัวขึ้นมาได้ หลังจากดัชนีค่าระวางเรือเมื่อคืนเริ่มชะลอการร่วงลง นำโดย PSL เมื่อเวลา 10.19 น. ราคาหุ้นดีดขึ้นไป 5.80% หรือเพิ่มขึ้น 0.80% มาที่ 14.60 บาท มูลค่าซื้อขาย 143.85 ล้านบาท

RCL ปรับขึ้น 4.40% หรือ บวก 1.75 บาท มาที่ 41.50 บาท มูลค่าซื้อขาย 140.54 ล้านบาท

TTA ปรับขึ้น 2.89% หรือ บวก 0.25 บาท มาที่ 8.90 บาท มูลค่าซื้อขาย 92.43 ล้านบาท

JWD ปรับขึ้น 2.60% หรือ บวก 0.50 บาท มาที่ 19.70 บาท มูลค่าซื้อขาย 19.39 ล้านบาท

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า เช้านี้กลุ่มเดินเรือปรับตัวขึ้นมาได้ เป็นเพราะราคาลงมาลึกแล้วดังนั้นวันนี้จึงรีบาวด์ขึ้น หลังจากคืนวานค่าระวางเรือเริ่มชะลอการร่วงลง โดยดัชนีค่าระวางปรับตัวลดลงไปเพียง 1.7% จากก่อนหน้าร่วงลงไปถึงวันละ 4-5% โดยตั้งแต่ต้นปี 65 (YTD) ดัชนีค่าระวางเรือปรับตัวลงไปแล้วว่า 37%

นอกจากนี้ ผลประกอบการกลุ่มขนส่งทางเรือไตรมาส 4/64 น่าจะออกมาดี เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น

ทั้งนี้ ค่าระวางเรือ Baltic Dry Index (BDI) ล่าสุดปิดที่ 1,391 จุด ลดลง 24 จุด (-1.7%)

12
กีฬา / อเล็กซิส ซานเชซ
« on: January 28, 2022, 12:01:28 PM »

    หากพูดถึงท็อปการเซ็นสัญญาที่ย่ำแย่ที่สุดของสโมสร เชื่อว่าแฟนผีหลายคนต้องนึกถึงดีลนี้เป็นอันดับต้นๆ หลังจากดาวยิงชาวชิลีได้รับการคาดหวังจากแฟนๆไว้สูงลิบในการเข้ามาเป็นสตาร์คนใหม่ของทีม หลังเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างร้อนแรงกับ อาร์เซน่อล และย้ายเข้าสู่โรงละครแห่งความฝันในตลาดหน้าหนาวปี 2018 พร้อมกับได้ค่าเหนื่อยสูงถึง 450,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

    อย่างไรก็ตามผลงานของ อเล็กซิส ดร็อปลงไปอย่างน่าใจหายทำได้เพียง 2 ประตูจากการลงเล่น 12 เกมในลีกช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง แถมฤดูกาลถัดมายิงได้เพียง 1 ประตูจาก 20 เกม ก่อนจะถูกขายขาดไปให้ อินเตอร์ มิลาน ในเวลาต่อมา  

13
LEO ผงาด! รับปีขาล ปิดดีล M&A 'เวิลดิ์ แอร์ โลจิสติกส์' ตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ ลุยบริการขนส่งทางอากาศให้มีปริมาณการขนส่งเติบโตเพิ่มขึ้น 100% ในปี 2565

บมจ.ลีโอ โกล. โลจิสติกส์(LEO) ประเดิมปีขาลเข้าซื้อกิจการ 'บริษัท เวิลดิ์ แอร์ โลจิสติกส์ จำกัด' (WA) ผ่านการตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ ถือหุ้นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 75% มูลค่ารายการรวม 275 ล้านบาท ฟากซีอีโอ'เกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์' ระบุการลงทุนในครั้งนี้ช่วยต่อยอดธุรกิจโลจิสติกส์แบบครบวงจร ขยายฐานพันธมิตรทางธุรกิจ เติมเต็มความแข็งแกร่งขนส่งทางอากาศ หนุนปริมานการขนส่งและรายได้พุ่ง ผลักดันอนาคตให้โตแบบก้าวกระโดด สร้างผลตอนแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น

นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกล. โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ เข้าซื้อกิจการบริษัท เวิลดิ์ แอร์ โลจิสติกส์ จำกัด ('WA') ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ โดยบริษัทจะเข้าถือหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 75% ซึ่งบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ดังกล่าว จะเป็นผู้รับโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer: EBT) ของบริษัท เวิลดิ์ แอร์ โลจิสติกส์ จำกัด ('WA') รวมถึงการลงนามในสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการทำรายการดังกล่าว ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 275.00 ล้านบาท

การเข้าลงทุนในครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทฯ มีแผนกลยุทธ์ที่จะขยายกิจการที่เป็นธุรกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศและหาพันมิตรทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ทางบริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสในการเข้าลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสในการเติบโตในอนาคตและจะสามารถก่อให้เกิดการสร้างเสริมประโยชน์ร่วมกัน (Synergy) และบริษัทฯได้ตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนกัน บริษัท เวิลดิ์ แอร์ โลจิสติกส์ จำกัด (WA) ซึ่งประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร (International Freight Forwarding) โดยภายหลังการเข้าทำรายการ บริษัทฯ จะสามารถขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจได้มากขึ้น และจะมีความสามารถในการสร้างรายได้และผลงานที่ดีในอนาคต

'สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการเข้าทำรายการในครั้งนี้ เนื่องจากลักษณะการประกอบธุรกิจของ WA จะสามารถมาต่อยอดทางธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศให้กับทาง LEO อย่างก้าวกระโดด เพราะรายได้หลักของ WA มาจากการให้บริการขนส่งสินค้าทางกาศ (Air Freight) ในขณะที่ปัจจุบัน LEO มีรายได้หลักมาจากการขนส่งทางเรือ (Ocean Freight) การเข้าทำรายการดังกล่าว จะทำให้ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศของ LEO โดยรวม เพิ่มมากขึ้นกว่า 100% หรือรวมเป็นมากกว่า 10,000 ตันต่อปี เป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจและการสร้างกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้และการขยายพันธมิตรของบริษัทได้เป็นอย่างดี' นายเกตติวิทย์ กล่าว

นายเกตติวิทย์ กล่าวอีกว่า LEO จะสามารถขยายพันธมิตรทางธุรกิจได้มากขึ้น เนื่องจาก WA ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์มาเป็นระยะเวลานานกว่า 18 ปี ทำให้มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการประกอบธุรกิจขนส่ง อีกทั้งเป็นพันธมิตรกับสายการบินที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือมากกว่า 50 สายการบิน ซึ่งประโยชน์จากเครือข่ายของสายการบินที่ WA มีอยู่ จะทำให้ LEO มีพันธมิตรที่เป็นสายการบินเพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมความสามารถในการสร้างรายได้และการลดต้นทุนได้ดีขึ้น อีกทั้งการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ( Freight Forwarder )ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ WA จะช่วยต่อยอดให้บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่มีฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออกและนำเข้าโดยตรง (Retail Market) และผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Wholesale Market) ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการขยายขอบเขตการดำเนินงานที่หลากหลาย สามารถตอบสนองการให้บริการแก่ลูกค้าได้ครบวงจร พัฒนาและยกระดับการพัฒนาธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศของบริษัทฯ ให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ตลอดจนหลังเข้าทำรายการในครั้งนี้ บริษัทฯ จะมีความแข็งแกร่งในการประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ จะมีรายได้จากการให้บริการขนส่งทั้งทางเรือ (Ocean Freight) และทางอากาศ (Air Freight) ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ธุรกิจของบริษัทฯ มีการกระจายของฐานรายได้ที่หลากหลายรวมถึงจะช่วยเพิ่มรายได้รวมของบริษัทในอนาคต และส่งเสริมศักยภาพในการดำเนินงานให้เป็นบริษัทที่มีความสามารถทัดเทียมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในระดับสากล

14
ดัชนี SET ต้นภาคเช้าร่วงกว่า 10 จุด รับแรงขายหุ้นบิ๊กแคปกดดัน

ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าร่วงไปกว่า 10 จุดหลังจากเคลื่อนไหวผันผวน โดยรับแรงขายหุ้นขนาดใหญ่เป็นแรงกดดันหลัก ซึ่งเป็นไปตามทิศทางตลาดต่างประเทศที่เกิดความกังวลปัญหาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและรัสเซีย รวมทั้งเป็นช่วงรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้ตลาดเกิดความไม่แน่นอนสูง

เมื่อเวลา 10.36 น.ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,630.47 จุด ลดลง 10.07 จุด (-0.61%)

นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีเช้านี้ปรับตัวลดลงหลุดแนวรับที่ 1,630 จุด โดยได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าคาด โดยมีการประเมินว่าจะมีการปรับขึ้นในปี 65 มากกว่า 4 ครั้ง หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับมากกว่า 1.25% จึงส่งผลให้นักลงทุนมีการทยอยขายเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐกับรัสเซียในประเด็นยูเครนด้วย โดยให้แนวรับไว้ที่ 1,612 จุด และแนวต้าน 1,640 จุด

15
BOJ คาดเงินเฟ้อญี่ปุ่นพุ่งแตะเป้าหมาย 2% แต่ยังไม่มีแผนคุมเข้มนโยบายการเงินตามเฟด

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปมุมมองเศรษฐกิจ (Summary of Opinions) จากการประชุมประจำเดือนม.ค. โดยระบุว่า กรรมการ BOJ คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญของญี่ปุ่น จะดีดตัวขึ้นสู่เป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% และเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไปหากค่าจ้างยังคงมีการขยายตัว

อย่างไรก็ดี กรรมการบางส่วนของ BOJ มองว่าควรจะดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกต่อไป ซึ่งมุมมองดังกล่าวได้บดบังกระแสคาดการณ์ที่ว่า BOJ อาจจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่วางแผนจะปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจซึ่งเปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันที่ 18 ม.ค.ระบุว่า BOJ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อประจำปีงบประมาณ 2565 ขึ้นสู่ระดับ 1.1% จากเดิมที่ระดับ 0.9% เนื่องจากราคาพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ BOJ ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2565 ขึ้นสู่ระดับ 3.8% จากเดิมที่ระดับ 2.9% โดยระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจถือเป็น "หลักฐาน" ที่พิสูจน์ว่าผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มลดน้อยลง

ทางด้านนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการ BOJ แถลงภายหลังการประชุมในวันดังกล่าวว่า เขาไม่คิดว่า BOJ มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในปัจจุบันหรือหารือเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเชื่อว่า การพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น

"เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เกิดจากการใช้จ่ายผู้บริโภค จะพุ่งขึ้นใกล้แตะเป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% ขณะนี้เรายังไม่คิดถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายซึ่งเราใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเราไม่มีการอภิปรายกันในเรื่องเหล่านี้" นายคุโรดะกล่าว

"อัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะยังคงอยู่ที่ราว 1% ดังนั้น BOJ จึงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินในขณะนี้ ส่วนในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ" นายคุโรดะกล่าว

Pages: [1] 2 3 ... 40


ศูนย์รวมเว็บบอร์ด SMF ฟรี

| ตลาดออนไลน์ | ขายของ | สินค้าใหม่ | สินค้ามือ 2 | สถานบริการ | ซื้อ-ขาย เกี่ยวกับกีฬา | ซื้อ-ขาย คอมพิวเตอร์ | เครื่องจักรหนัก เบา | นวัตรกรรมสิ่งประดิษฐ์แนวใหม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่น | มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร | เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า | ซื้อ-ขาย เกมส์ ของเล่น | ธุรกิจท่องเที่ยว ทัวร์ ที่พัก | ธุรกิจบันเทิง เพลง ดนตรี | กิจกรรมนันทนาการ งานอดิเรก ผ่อนคลาย | แฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ | ผลิตภัณฑ์เสริมสวย สุขภาพ | อาหาร และยา ปัจจัย 4 | ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่ และเด็ก | เกี่ยวกับการศึกษา | งานภาครัฐ และเอกชน, หางานทุกประเภท ทุกตำแหน่ง | ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ | เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ธุรกิจตกแต่งบ้าน ดูแลรักษาบ้าน | ธุรกิจยานพาหนะ | รับจ้างทั่วไป | ตลาดฟอเร็กซ์ | ตลาดหุ้น | รับจ้างโพสต์บอร์ด แชร์ ไลค์ เฟสบุ๊ค | แชร์ ไลค์ ติดตาม ยูทูป | โปรโมทเว็บไซต์ ประชาสัมพันธ์สินค้า SEO |

สนับสนุน โดย

| M88 | 188BET | HappyLuke | FUN88 | WIN365 | 1XBET | WINS88 | W88 | NOWBET | Vwin | Dafabet | DEWABET | 12BET | LiveCasinoHouse |
|

ผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ โดย

| | |

เครือข่ายสังคมออนไลน์